ทำไม Boeing จึงนำการออกแบบปีกพับได้(Folding Wingtips) มาใช้ ?

แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้งานเชิงพาณิชย์ (ซะที)
หลายสายการบินร้องเพลงรอแล้วรอเล่า

แต่เครื่องบิน Boeing 777X จะกลายเป็นเครื่องบินพาณิชย์ลำแรกในขนาดนี้ที่มีปลายปีกพับได้
หรือ Folding Wingtips

ปลายปีกถูกออกแบบให้พับได้เมื่ออยู่บนในระหว่างการขับเคลื่อน Taxing และจอด

โดยปลายปีกจะกางออกและล็อคเข้าที่ก่อนการขึ้นบินและเมื่ออยู่บนฟ้าปีกที่กว้างขึ้นทำให้เครื่องบินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะที่กลไกการพับช่วยให้สามารถบังคับเครื่องบินให้เคลื่อนที่และปฏิบัติงานได้ดีที่สนามบิน

มาหาคำตอบกันครับว่าทำไม Boeing
จึงนำการออกแบบปีกพับได้มาใช้

และมันจะเป็นประโยชน์อย่างไร

ข้อจำกัดด้านความกว้างปีก

ความกว้างปีกของเครื่องบินเป็นตัวกำหนดว่าสามารถปฏิบัติการที่สนามบินใดได้บ้าง**
เพราะ“พื้นที่”ของแต่ละสนามบินมีความจำกัดของพื้นที่ไม่เท่ากันครับ

ความกว้างปีกของ Boeing 777X (กางออก) 235 ฟุต 5 นิ้ว (71.75 เมตร)

ความกว้างปีกของ Boeing 777X (พับเข้า) จะเหลือ212 ฟุต 9 นิ้ว (64.85 เมตร)

รหัสเครื่องบิน ICAO E 170.6 (52 ม.)

  • 213.25 (65 ม.)

ความกว้างปีกของ Airbus A380 261 ฟุต 8 นิ้ว (79.75 ม.) – นั่นคือถือเป็นรหัส F

เมื่อเกิดแนวคิดสำหรับ Boeing 777 รุ่นใหม่ หนึ่งในสิ่งแรกที่ถูกนำมาพิจารณาคือต้องมีความสามารถในการบินไปยังสนามบินที่ 777 รุ่นเดิมสามารถทำได้

การรักษาความกว้างปีกของเครื่องบิน 777X ให้อยู่ในขีดจำกัดของความกว้างของปีกเดิมคือ“รหัส E” จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เพราะสนามบินพาณิชย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกสามารถรองรับเครื่องบินที่มีมาตรฐานรหัส E (กล่าวคือ เครื่องบินที่มีความกว้างปีกสูงสุด 213 ฟุต) นี่เองครับจึงเป็นเหตุผลเมื่อเจ้าวาฬยักษ์ Airbus A380 ซึ่งเป็นรหัส F จึงเต็มไปด้วยข้อจำกัดเมื่อไปบินยังสนามบินต่างๆ

ถ้า 777X ยังคงเป็นรหัส E จากการที่ปีกพับได้จึงสร้างความคล่องตัว ในการบินไปสนามบินต่างๆได้เป็นอย่างดี

ยังมีเหตุผลอื่นๆและประโยชน์
ของเจ้า Folding Wingtips อีกนะครับ
เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง

กัปตันหมี

Cr SimpleFlying
📷 Boeing; SimpleFlying